โดดเด่นด้วยคู่สีขาว-ดำ adidas Superstar Laceless รองเท้าผ้าใบระดับตำนาน

หากพูดถึงรองเท้าที่สามารถผสมผสานเข้ากับการแต่งตัวได้เกือบทั้งหมด adidas Superstar คงเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัวของหนุ่มๆ หลายคน เพราะรองเท้ารุ่นนี้เป็นรองเท้าที่ดีไซน์เรียบแต่ดูดี สามารถสวมใส่ได้ในทุกๆ โอกาส ไม่ว่าจะเป็นวันพักผ่อนสบายๆ หรือแม้แต่วันทำงาน ขณะที่ปีนี้ถือเป็นการฉลองครบรอบ 50 ของรองเท้า adidas Superstar ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการขับเคลื่อนวงการสตรีทแฟชั่นโลก

วันนี้ Sanook Men จึงถือโอกาสพาทุกคนมาแกะกล่อง adidas Superstar รุ่น Laceless รองเท้าผ้าใบไร้เชือก (แต่ก็มีเชือกแถมมาให้) มาดูกันสิว่า จะสวยลงตัวขนาดไหน

ต้องบอกว่ารองเท้า adidas Superstar Laceless ออกแบบมาพิเศษให้ดูแตกต่างและทันสมัยขึ้น ทางแบรนด์จึงดีไซน์ตัวรองเท้าเป็นผ้าใบกึ่งสลิปออน สามารถสวมใส่ได้โดยไม่ต้องร้อยเชือก แต่หากอยากใส่แบบมีเชือกในกล่องก็มีเชือกทั้งเส้นเล็ก เส้นใหญ่ แถมมาให้ด้วย

ด้านหัวรองเท้าทางแบรนด์ยังคงเลือกใช้ลวดลายเปลือกหอยอันเป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิม เพิ่มเติมคือบริเวณแผ่นรองฝ่าเท้าขึ้นรูปมาเป็นพิเศษบุด้านในด้วยหนังมีรายละเอียดความความยับย่นเล็กน้อย ซึ่งเข้ากับตัวพื้นรองเท้าที่ถูกนำเสนอแบบสีขาวตุ่นๆ มีความคลาสสิกเป็นอย่างมาก

ขณะที่จุดเด่นที่เห็นได้ของรองเท้าคู่นี้คือมาพร้อมลิ้นรองเท้าใหญ่ขึ้นทำให้ดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร โดยตัวลิ้นมียางยืดรัดไว้ทำให้ไม่สามารถดึงขึ้นลงได้เยอะแบบรุ่นปกติ ด้านตัวรองเท้าก็ยังคงใช้หนังแท้อย่างเดิม

รองเท้าคู่นี้เหมาะกับใคร

adidas Superstar Laceless เป็นรองเท้าที่เหมาะกับหนุ่มๆ ทั้งสายสตรีทและสายมินิมอล เพราะตัวรองเท้าถูกคลุมให้มีแค่สีขาว-ดำ จึงสามารถใส่ได้ในหลายโอกาส จะจับคู่กับเสื้อยืด-กางเกงยีนส์ หรือ จะใส่กับเชิ้ตสีเรียบ-กางเกงสแล็คก็เข้ากัน ยิ่งใครชอบแต่งตัวเรียบๆ ผมว่ายังไงก็ถูกใจ

เกร็ดน่ารู้

adidas Superstar ในอดีตถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อยกระดับกีฬาบาสเกตบอล โดยทีมออกแบบของอาดิดาสประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศสได้พยายามหาทางในการนำยางมาประกอบที่หัวรองเท้าเพื่อปกป้องปลายเท้าของนักกีฬาที่สวมใส่ และเมื่ออาดิดาสประเทศฝรั่งเศสนำรองเท้าที่มีหัวเป็นยางหน้าตาคล้ายเปลือกหอยนี้ออกสู่สาธารณะ มันก็ได้รับความนิยมถล่มทลาย

ความสำเร็จของ adidas Superstar ไม่ได้อยู่เพียงแค่ในโลกของบาสเกตบอล เมื่อศิลปินระดับแถวหน้าอย่าง Run DMC ใส่ adidas Superstar ขึ้นคอนเสิร์ตในสไตล์ที่แปลกประหลาดไม่เหมือนใคร ด้วยการเอาเชือกรองเท้าออกและเอาลิ้นรองเท้ามาไว้ด้านนอก adidas Superstar ก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณเสรีและความมีชีวิตชีวาของวัยรุ่น จนในเวลาต่อมารองเท้าคู่นี้กลายเป็นไอเทมที่หลายคนต้องมีติดบ้าน

สำหรับใครที่สนใจ adidas Superstar Laceless ปัจจุบันวางจำหน่ายแล้ว สนนราคา 4,000 บาท ที่ adidas Brand Center Central World, adidas Brand Center Siam Paragon, adidas Originals

YEEZY BOOST 350 V2 DESERT SAGE เตรียมขายวันที่ 14 มีนาคมนี้

อาดิดาส ออริจินอลส์และคานเย เวสต์ ประกาศข่าวดีๆ ออกมาให้แฟนๆสายแฟชั่นได้ตื่นเต้นกันอีกครั้ง กับผลงานการร่วมงานกันครั้งล่าสุดอย่าง YEEZY BOOST 350 V2 DESERT SAGE ที่มีมาทั้งไซส์ผู้ใหญ่ เด็ก และเด็กเล็ก พร้อมให้จับจองไปใส่กันแบบคูลๆ ทั้งครอบครัว

YEEZY BOOST 350 V2 DESERT SAGE โดดเด่นด้วยวัสดุผ้าไพรม์นิท (Primeknit) ที่ถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม แถบด้านข้างรองเท้าเป็นแบบสะท้อนแสงเชื่อมกับ upper ในขณะที่ส่วน midsole ทำหน้าที่ช่วยรองรับทุกการเคลื่อนไหวด้วยเทคโนโลยี BOOST อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของอาดิดาส

พบกับ YEEZY BOOST 350 V2 DESERT SAGE ผู้ใหญ่ ราคา 7,800 บาท สำหรับไซส์เด็ก ราคา 5,800 บาท และสำหรับไซส์เด็กเล็ก ราคา 5,000 บาท

แอร์แมกซ์ 90 (Air Max 90) ปรับโฉมใหม่ ฉลองครบรอบ 3 ทศวรรษ

รองเท้าแอร์แมกซ์ 90 (Air Max 90) เป็นเสมือนรองเท้าที่ช่วยให้ไนกี้พัฒนานวัตกรรมไนกี้แอร์ (Nike Air) ไปอีกขั้น โดยรองเท้ารุ่นนี้ออกแบบโดยดีไซเนอร์รองเท้าระดับตำนานอย่าง ทิงเกอร์ แฮทฟิลด์ (Tinker Hatfield) และออกวางจำหน่ายครั้งแรกโดยใช้ชื่อว่ารุ่นแอร์แมกซ์ III (Air Max III) ในปี 1990 รองเท้ารุ่นนี้เป็นรองเท้าที่มีชิ้นส่วนไนกี้แอร์ขนาดใหญ่กว่ารุ่นก่อนหน้า อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นและยังสามารถปรับรูปแบบการร้อยเชือก หรือผูกเชือกรองเท้าได้หลากหลายขึ้นเพื่อให้พอดีกับเท้าของผู้สวมใส่มากที่สุด รองเท้าแอร์แมกซ์ 90 ยังเป็นรองเท้าที่มีรูปลักษณ์น่าจดจำ โดยเฉพาะการออกแบบให้หน้าผ้ารองเท้าประกอบขึ้นจากการนำวัสดุที่แตกต่างมาซ้อนกันนั้น ช่วยให้ไนกี้สร้างคู่สีที่โดดเด่นได้มากมาย เป็นเสมือนสีสันใหม่ของการออกแบบรองเท้าวิ่งอย่างแท้จริง

ในช่วงทศวรรษที่ 2000 รองเท้าแอร์แมกซ์ 90 กลายเป็นรองเท้าคลาสสิก เมื่อไนกี้นำรองเท้ารุ่นนี้กลับมาวางจำหน่ายใหม่ในช่วงต้นทศวรรษดังกล่าว รองเท้ารุ่นนี้กลายเป็นรองเท้าคู่ใจของผู้ชื่นชอบสตรีทแฟชั่น และยังเป็นรองเท้าที่ผู้เป็นเจ้าของมักจะนำมาปรับแต่ง หรือตกแต่งให้สะท้อนเอกลักษณ์ของตน ชื่อเสียงของรองเท้าแอร์แมกซ์ 90 ยังคงอยู่ในสังคม แม้ว่าเวลาจะผ่านไปกว่า15, 20 หรือ 25 ปี จนปัจจุบัน รองเท้าแอร์แมกซ์ 90 มีอายุครบ 30 ปีนับจากการวางจำหน่ายครั้งแรก

ไนกี้ภูมิใจเสนอรองเท้าแอร์แมกซ์ 90 รุ่นปรับโฉมใหม่เพื่อต้อนรับจุดเริ่มต้นของทศวรรษใหม่ในปี 2020 นี้ (จุดต่างๆ ที่ไนกี้ปรับเปลี่ยนนั้นรวมถึงขนาดของพาเนลแต่ละชิ้น ความสูงของส่วนหน้ารองเท้า และรูปแบบของส่วนหลังรองเท้าเพื่อรองรับกับข้อเท้า) โดยไนกี้จะวางจำหน่ายรองเท้าแอร์แมกซ์ 90รุ่นปรับโฉมนี้ในหลากหลายสีสันซึ่งจะอิงกับคู่สีของรองเท้าเมื่อวางจำหน่ายครั้งแรก นอกเหนือจากการปรับโฉมภายนอก ไนกี้ยังปรับโฉมองค์ประกอบภายในอีกมาก ทั้งโครงสร้างและผ้าชั้นบุด้านในที่มีความนุ่มสบาย บริเวณพื้นในของรองเท้านั้นยังซ่อน “ไข่อีสเตอร์” ไว้เป็นลูกเล่นให้แฟนๆ ค้นหา คือด้านล่างของพื้นในรองเท้าจะเป็นรูปพื้นของรองเท้าไนกี้แอร์แมกซ์ 1 (Air Max 1) และเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 3 ทศวรรษของรองเท้าแอร์แมกซ์ 90 ไนกี้ยังเลือกใช้กล่องรองเท้าแบบทรง Skinny ที่ไนกี้เคยใช้กับรองเท้าหลายรุ่นในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 และลวดลายบนกล่องยังเป็นลายคู่สีแบบ Hazard stripes อีกด้วย

รองเท้าแอร์แมกซ์ 90 รุ่นฉลองครบรอบ 3 ทศวรรษ จะวางจำหน่ายที่ร้านไนกี้บางสาขา และทาง nike.com ในราคา 4,600 บาท เร็วๆนี้

Converse x Pigalle พลังของดนตรีที่จะขับเคลื่อนโลก

ในซีซั่นนี้ Converse ได้รับแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมกลุ่มย่อยที่มีอธิพลต่อโลกใบนี้อย่างดนตรีและกีฬา จึงได้ร่วมมือกับแบรนด์สตรีทชื่อดังอย่าง Pigalle ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันโดนเด่น ก่อตั้งโดย Stephane Ashpool ที่เป็นแฟนตัวยงของกีฬาบาสเก็ตบอล และได้เคยร่วมงานกับแบรนด์ดังทั่วโลกมากมาย อาทิ Chanel, Nike และ Casio ที่มาร่วมสร้างสีสันและมิติใหม่ที่มีชีวิตชีวาให้กับ Chuck 70 เพื่อให้พลังของดนตรีและกีฬาจุดประกายการเคลื่อนไหวทางสังคม

ล่าสุด Pigalle ได้สร้างสนามบาสเก็ตบอลแห่งที่ 2 ขึ้น (สนามบาสเก็ตบอลแห่งแรก คือ สนามเก่าที่ตั้งอยู่ระหว่างอพาร์ทเมนต์สองหลังซึ่งถูกตกแต่งขึ้นใหม่ และใช้ชื่อว่า “Pigalle Duperre”) โดยการใช้รองเท้ารีไซเคิลกว่า 45,000 คู่ มาร่วมสร้างและแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือ Coverse ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วย จนเป็นแรงบันดาลใจนำมาซึ่งรุ่น Chuck 70 Ox โดยการนำสีจากสนามบาสที่ไล่สีจากโทนม่วงไปเหลืองเป็นหลัก

เพิ่มรายละเอียดด้วย texture บน upper ของรองเท้า วัสดุรองเท้าเป็นแคนวาส ที่ตกแต่งด้วยเส้นด้ายคอตตอนและเคลือบทับตัวรองเท้าอีกชั้นด้วยฟิล์ม TPU (Thermoplastic Polyurethan ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูง จัดเป็น soft case ประเภทหนึ่ง มีข้อดีคือสามารถใช้งานได้นานโดยไม่เสียรูปทรง และไม่ดักจับฝุ่น case ประเภทนี้จึงไม่สกปรกง่าย) เชือกรองเท้ามีสองสีให้เลือกใช้ และ custom hand tag ส่วนพื้นรองเท้าเป็นการไล่สีมาพร้อมกับสโลแกนของ Pigaglle ที่เขียนว่า “The Power of The Music to move The World” บริเวณส้นรองเท้า มีให้เลือก 2 สี Multi / black และ white / vast gray

HOVR Machina จาก Under Armour รองเท้าวิ่งที่มาพร้อมฟีเจอร์เพียบ

โดยปกติแล้ว นักวิ่งมักจะถูกบังคับให้ต้องเลือกระหว่างรองเท้าวิ่งที่มีระบบรองรับแรงกระแทกหนา (high-cushion running shoe) สำหรับการวิ่งระยะไกล หรือรองเท้าน้ำหนักเบาสำหรับการแข่งวิ่ง (lightweight racing shoe) เพื่อให้วิ่งได้เร็วขึ้น Under Armour แก้ปัญหานี้และสร้างความสมดุลที่สมบูรณ์แบบ คุณจึงไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่อไป

UA HOVR Machina ผสมผสานความเร็วของรองเท้าแข่งวิ่ง เข้ากับความสบายของรองเท้าสำหรับวิ่งระยะไกล และฟีเจอร์แนะนำการวิ่งแบบเรียลไทม์ ที่จะทำให้คุณพร้อมสำหรับการพิชิตเป้าหมายในปี 2020

“ด้วย UA HOVR Machina คุณจะพบกับความสมดุลที่สมบูรณ์แบบของระบบรองรับแรงกระแทก (cushion) และแรงส่งกลับที่มาในรองเท้าน้ำหนักเบา มอบการดีดกลับอย่างรวดเร็วและราบรื่นตลอดการวิ่ง เพื่อให้รองเท้านี้เป็นรองเท้าสำหรับการพิชิตเป้าหมายของคุณในปี 2020” โทเฟอร์ เกย์ลอร์ด, ผู้จัดการกลุ่มรองเท้า Run, Train & Outdoor ของ Under Armour

รองเท้าในตระกูล Run Suite ทุกรุ่นของ Under Armour ในปี 2020 ซึ่งรวมถึงรุ่น HOVR Machina มาพร้อมกับการเชื่อมต่อด้วยระบบดิจิทัล ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้นักวิ่งสามารถติดตามและวิเคราะห์การวิ่งของตนได้ แต่ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลการวิ่งในเชิงลึกอย่างที่ไม่เคยมีมากก่อน เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2020 ที่ผ่านมา Under Armour ได้ยกระดับการเชื่อมต่อนี้ขึ้นอีกขั้น โดยเปิดตัวฟีเจอร์แนะนำการวิ่งแบบเรียลไทม์ ที่จะช่วยทำให้นักวิ่งสามารถรักษาฟอร์มการวิ่งได้อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งการวิ่ง โดยมอบคำแนะนำเฉพาะตัวแบบเรียลไทม์ ช่วยให้นักวิ่งสามารถลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บและเพิ่มประสิทธิภาพในการวิ่งให้ดีขึ้น

นักวิ่งสามารถศึกษาลักษณะการลงเท้าสู่พื้นจากการวิเคราะห์หลังการวิ่ง เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกสำหรับวิเคราะห์ฟอร์มการวิ่ง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการวิ่งระยะไกลที่นักวิ่งมักจะไม่สามารถรักษารูปแบบการวิ่งได้เนื่องจากความเหนื่อยล้า ทุกๆ ฟีเจอร์สามารถใช้งานได้อย่างราบรื่นผ่านการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน MapMyRun ซึ่งเป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันสำหรับสุขภาพและการออกกำลังกายที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยยอดผู้ใช้งานกว่า 270 ล้านคน และถูกพัฒนามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเล่นกีฬาและการออกกำลังกาย

“ด้วยระบบเชื่อมต่อของรองเท้า Under Armour และการแนะนำการวิ่งแบบเรียลไทม์ ทำให้คุณเสมือนมีโค้ชส่วนตัว ผู้พร้อมให้คำแนะนำแก่คุณแบบทันทีทันใด และช่วยให้คุณพิชิตเป้าหมาย เราได้ทำการทดสอบฟีเจอร์นี้ในการวิ่งทุกระดับ รวมถึงมอบข้อมูลหลังจากการวิ่ง เช่น ลักษณะการลงเท้าสู่พื้น เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกกับนักวิ่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน” เบน แมคอลิสเตอร์ ผู้จัดการอาวุโส MapMyRun & Connected Footwear

Under Armour ออกแบบ UA HOVR Machina เพื่อให้ทุกๆ รายละเอียดของรองเท้าเพื่อตอบโจทย์ของนักวิ่ง ให้รองเท้ามีความเบาและตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่ทำให้ UA HOVR Machina ให้ความรู้สึกเร็วยิ่งขึ้น คือแผ่นใต้เท้าสำหรับให้แรงส่ง (propulsion plate) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาเพซการวิ่งในทุกๆ ระยะทาง แผ่นคาร์บอน 2 แฉกที่อัดแน่นไปด้วยแผ่นสปริง Pebax® ช่วยให้นักวิ่งมีแรงดีด พร้อมสำหรับการเปลี่ยนการเคลื่อนไหวอย่างกระทันหันตลอดทั้งการวิ่ง

FAST FUNCTION, FULL THROTTLE

เป็นที่ทราบกันดีว่าระบบรองรับแรงกระแทกช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวิ่ง ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการวิ่งมาราธอน และนี่คือเหตุผล UA HOVR Machina มาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ UA HOVR midsole ที่ช่วยดูดซับแรงกระแทก โดยไม่เพิ่มน้ำหนักให้แก่รองเท้า Under Armour ได้พัฒนารูปทรงแผ่นรองรับแรงกระแทกที่มีความแม่นยำ จึงไม่จำเป็นต้องมีส่วนประกอบที่แข็ง (cage) เข้ามาเสริม UA HOVR midsole เป็นจำนวนมาก

UA HOVR Machina มีความทนทานและกระชับเช่นเดียวกันกับ UA HOVR Infinite มาพร้อมกับ UA HOVR cushioning ที่หนาขึ้น 20 เปอร์เซ็น ทำให้ UA HOVR Machina รุ่นใหม่นี้ มอบแรงส่งกลับเพื่อให้คุณวิ่งในไมล์สุดท้ายได้เร็วที่สุด

“สิ่งที่ฉันชอบใน UA HOVR Machina ก็คือ เมื่อฉันวิ่งได้ 12 ไมล์ ฉันยังรู้สึกถึงความเบาและการดูดซับแรงกระแทก รองเท้าคู่นี้ให้ความรู้สึกสบายอย่างที่ฉันต้องการตลอดสัปดาห์แห่งการฝึกฝนอย่างหนัก ฉันยังรู้สึกคล่องแคล่วในทุกๆ การออกกำลังกาย มันกลายเป็นรองเท้าสำหรับใส่ประจำวันของฉันไปแล้ว” ไอชา พรอทต์ เลีย นักกีฬาวิ่งระยะกลางของ Under Armour และนักวิ่งโอลิมปิก

ในปี 2020 มาเป็นนักวิ่งที่ดีขึ้นในทุกด้าน ด้วยรองเท้า UA HOVR Machina ที่มอบแรงส่งกลับ พร้อมฟีเจอร์แนะนำการวิ่งบนแอปพลิเคชัน MapMyRun จาก Under Armour

UA HOVR Machina เปิดตัวพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ นี้ ที่เว็บไซต์ UA.com รวมถึง Under Armour Brand House แอปพลิเคชัน UA Shop และร้านจำหน่ายรองเท้าชั้นนำ

Converse จับมือ NBA สร้างสรรค์คอลเลคชั่นพิเศษ “Breaking Down Barriers”

คอลเลคชั่นนี้ Converse ร่วมกับลีกบาสเกตบอลชื่อดัง NBA ในการรังสรรค์รองเท้ารุ่นพิเศษกับเหล่าผู้เล่นคนดังในตำนาน อย่าง Nat Clifton จากทีม NY Knicks (ตัวแทนสีน้ำเงิน), Early Llyod จากทีม Washington Capitals (ตัวแทนสีดำ) และ Chuck Cooper จากทีม Boston Celtics (ตัวแทนสีเขียว) ซึ่งทั้ง 3 คนเป็นชาวแอฟริกันอเมริกัน 3 คนแรกที่ได้ลงเล่น NBA ในปี 1950 และเพื่อเป็นเกียรติแก่นักกีฬาและความพยายาม ทุ่มเทของพวกเขาในการทำลายอุปสรรคทุกแมทซ์การแข่งขัน

Converse จึงได้ร่วมมอบเงินบริจาคให้กับนักกีฬาทั้ง 3

• Nat Clifton : ครอบครัวของเขาเลือกที่จะบริจาคเงินให้แก่ American Heart Association

• Chuck Cooper : มอบเงินให้กับมูลนิธิ Chuck Cooper เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งมีภารกิจอุทิศตนเพื่อความสำเร็จและสานต่อเจตนารมณ์ของ “Chuck” Cooper ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน – อเมริกันคนแรกที่เข้าร่วมสมาคมบาสเกตบอลแห่งชาติโดยมอบทุนการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาและจัดหาโครงการพัฒนาความเป็นผู้นำ

• Earl Lloyd : มอบเงินให้กับมูลนิธิ Earl Lloyd ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร โดยใช้ความสามารถและพันธมิตรทั้งหมดที่มีเพื่อช่วยยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนหนุ่มสาว

สินค้าเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์นี้ เป็นต้นไป ที่ 3 Fl. Central Ladprao, 3 Fl. Central World, 1 Fl. Central Rama 2, G Fl. Central Rama 9, 2 Fl. Central Westgate, 3 Fl. MBK, 2 Fl. Mega Bangna, 1 Fl. Siam Discovery, 2 Fl. Siam Paragon

อาดิดาส ออริจินอลส์ ปล่อยคอลเลคชั่นใหม่ The Hi-Res Aqua X-Model

อาดิดาส ออริจินอลส์ เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ The Hi-Res Aqua X-Model ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการออกแบบที่ไม่มีที่สิ้นสุดผ่านรองเท้าดีไซน์สุดเท่ถึง 3 รุ่น ไม่ว่าจะเป็น Nite Jogger, ZX Torsion และ OZWEEGO ก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับประโยชน์ใช้สอยและดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์

รองเท้าแต่ละคู่ในคอลเลคชั่นนี้โดดเด่นด้วยดีไซน์โปร่งแสงในส่วน upper ผลิตจากวัสดุเกรดพรีเมียมหลากหลาย ทั้งผ้าริปสตอป ผ้าเมช และหนังนิ่ม และยิ่งไปกว่านั้น รองเท้าแต่ละรุ่นยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีขั้นเทพและลายพิมพ์สีสันจัดจ้านที่สวยสะดุดตาจนต้องเหลียวหลัง

เปิดคอลเลคชั่นด้วย Nite Jogger ที่ยังยึดถือรากฐานของความเป็นรองเท้าวิ่งเอาไว้อย่างเหนียวแน่นด้วยเทคโนโลยี Boost ฉบับอัพเกรดรองรับทุกการเคลื่อนไหว พร้อมแปะสัญลักษณ์ “Boost” ตัวใหญ่เอาไว้ที่ด้านข้างรองเท้า ในขณะที่ ZX Torsion ที่ฉายภาพโมเดลรองเท้าวิ่งในยุค 80s ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วยลายพิมพ์ “Torsion” ตัวใหญ่ พร้อมแท่ง Torsion รูปตัว X เสริมความแข็งแกร่ง พร้อมด้วยเทคโนโลยี Boost ที่รองรับทุกการใช้งาน

และอีกรุ่นที่น่าจับตามองอย่าง OZWEEGO ที่มีประวัติความสำเร็จมายาวนานก็ถูกพัฒนาให้ก้าวล้ำนำสมัย โดดเด่นด้วยลายพิมพ์ “adiPRENE” บริเวณข้างเท้า ในขณะที่ส่วนซัพพอร์ตทั้งด้านหน้าและด้านหลังก็ถูกปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพการทำงานดีเยี่ยม

The Hi-Res Aqua X-Model ทั้ง 3 รุ่น วางจำหน่ายแล้ววันนี้ ที่อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ร้านอาดิดาส ออริจินอลส์ สาขาสยามเซ็นเตอร์และไอคอนสยาม รวมถึงร้านคาร์นิวาล สยามสแควร์ ในราคา 5,200 บาทสำหรับ Nite Jogger, 4,700 บาทสำหรับ ZX TORSION และ 4,500 บาท สำหรับ OZWEEGO ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ adidasTH

adidas Originals x Human Made Stan Smith ผลงานชิ้นใหม่รับวาเลนไทน์

Human Made ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 โดยสตรีทแวร์ดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่น Nigo เพื่อตอบสนองความต้องการด้านแฟชั่นของเหล่าผู้สร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นดีไซเนอร์ ช่างภาพ นักคัดสรรงานศิลปะ และโปรดิวเซอร์เพลง โดยผลงานคอลเลคชั่นต่างๆของ Human Made นั้นอัดแน่นไปด้วยเอกลักษณ์ของ Nigo อย่างเต็มเปี่ยม ผสมผสานสไตล์วินเทจอเมริกันและการยกระดับจิตวิญญาณวัยรุ่นอันมีชีวิตชีวาของ Nigo ที่ไม่เคยหยุดยั้ง

สำหรับซีซั่นนี้ อาดิดาส ออริจินอลส์ และ Human Made เปิดตัวด้วยรองเท้าดีไซน์มินิมอลยอดนิยมอย่าง Stan Smith โดดเด่นด้วยลายเจาะรูปหัวใจอันเป็นเอกลักษณ์ของ Human Made ที่ข้างเท้าด้านนอก ในขณะที่ลายเจาะข้างเท้าด้านในถูกปรับเปลี่ยนเป็นรูปหัวใจสีแดง เรียงกันเป็นเส้นสามแถบตามสไตล์สุดคลาสสิกของ Stan Smith

adidas Originals x Human Made Stan Smith จะวางจำหน่ายที่ Human Made ในวันที่ 25 มกราคม 2563 และทาง www.adidas.co.th ในวันที่ 30 มกราคม 2563 ในราคา 4,900 บาท

adidas เผยโมเดล Home of Classics รองเท้าหนังจากคอลเลคชั่น SS20

อาดิดาส ออริจินอลส์ เผยโฉม SUPERCOURT และ SC PREMIERE สองโมเดลรองเท้าหนังจากคอลเลคชั่น SS20 Home of Classics วางขาย 18 มกราคมนี้

กลับมาอีกครั้งสำหรับ Homes of Classics คอลเลคชั่นรองเท้าคลาสสิกรุ่นเก๋าเหนือกาลเวลาที่สร้างความประทับใจให้กับแฟนๆทั่วโลกมาแล้วทั้งในและนอกสนามกีฬา โดยในเดือนมกราคมนี้ อาดิดาส ออริจินอลส์ พร้อมสานต่อความยิ่งใหญ่ระดับตำนาน นำเสนอมรดกล้ำค่าอายุ 50 ปีของวงการเทนนิสยุค 60s และ 70s ผ่าน 2 โมเดลรองเท้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอย่าง SUPERCOURT และ SC PREMIERE ภายใต้คอนเซปต์ ‘World Famous for Quality’ การันตีคุณภาพระดับโลก

โดยทั้ง SUPERCOURT และ SC PREMIERE ในฤดูกาล SS20 จะมาในวัสดุหนังสุดพรีเมียมพร้อมรายละเอียดที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน เพื่อเป็นตัวแทนแห่งความภาคภูมิใจของคอลเลคชั่น Home of Classics เสริมด้วยโลโก้รูปโลกพร้อมข้อความ “World Famous for Quality” ที่แสดงถึงความเป็นผู้นำด้านคุณภาพและศิลปะในการออกแบบจากประสบการณ์อันยาวนานนับ 70 ปีของอาดิดาส ออริจินอลส์ที่โดดเด่นอยู่บนรองเท้าทั้งสองคู่ด้วย

สำหรับโมเดล SUPERCOURT อาดิดาส ออริจินอลส์เลือกใช้วัสดุหนังสีขาวที่มีความนุ่มสวมใส่สบายเท้า เคลือบด้วย PU รักษาพื้นผิวให้ดูใหม่แกะกล่องอยู่เสมอ ตัดด้วยแถบโลโก้ Trefoil สีดำบริเวณหลังเท้า เสริมด้วยสัญลักษณ์ Home of Classics ที่ลิ้นรองเท้า และโลโก้รูปโลกพร้อมข้อความ ‘World Famous for Quality’ อันเป็นเอกลักษณ์ของรองเท้าในดร็อปนี้

ในขณะที่โมเดล SC PREMIERE นั้นมาในรูปแบบของหนัง Tumbled Leather สีขาวที่สวมใส่สบายและมีความยืดหยุ่นสูง โดดเด่นด้วยองค์ประกอบรายละเอียดสุดประณีต ไม่ว่าจะเป็น heel-tab แบบนูน หรือโลโก้ Trefoil ด้านข้างรองเท้า รวมถึงบริเวณลิ้นรองเท้าที่ถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน และขอบรองเท้า (sockliner) สีฟ้า-ขาวที่เสริมความคลาสสิกให้ SC PREMIERE เป็นตัวแทนความภาคภูมิใจของ Home of Classics อย่างแท้จริง

พบกับ SS20 Home of Classics SUPERCOURT และ SC PREMIERE ได้ในวันพฤหัสที่ 16 มกราคม 2563 ที่ร้านค้าอาดิดาส ออริจินอลส์ และทางออนไลน์ที่ www.adidas.co.th

adidas Originals x White Mountaineering LXCON SS20 สนีกเกอร์ดีไซน์ล้ำคุณภาพระดับรันเวย์

adidas Originals และ White Mountaineering กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง สานต่อคอลเลคชั่นสปอร์ตอินสไปร์ เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานผสานการดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ โดยในครั้งนี้ได้เลือก LXCON สนีกเกอร์ดีไซน์เก๋มานำเสนอในสองสีใหม่ เสริมด้วยรายละเอียดการออกแบบสุดเท่ที่พร้อมเปลี่ยนให้ทุกวันกลายเป็นรันเวย์

White Mountaineering ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 โดยดีไซน์เนอร์ชาวญี่ปุ่น “โยสุเกะ ไอซาว่า” โดยได้แรงบัลดาลใจจากกิจกรรมเอาท์ดอร์ เสื้อผ้าคอลเลคชั่นต่างๆของแบรนด์ถูกออกแบบขึ้นโดยเน้นฟังก์ชั่นการใช้งาน เลือกใช้วัสดุสิ่งทอประสิทธิภาพสูง และดีไซน์ที่ใส่ใจรายละเอียด จนกลายเป็นผลลัพธ์ของการผสมผสานแฟชั่นสไตล์คนเมืองเข้ากับเสื้อผ้าเอาท์ดอร์อย่างลงตัว ไวท์ เม้าท์เทนเนียริ่ง เป็นอีกหนึ่งแบรนด์พาร์ทเนอร์ที่ร่วมงานกับอาดิดาสมาอย่างยาวนาน สร้างสรรค์คอลเลคชั่นทั้งเสื้อผ้าและรองเท้าจนเป็นที่จดจำของเหล่าสาวกมานับสิบปี จากความร่วมมือผ่านรองเท้ารุ่นคลาสสิคอย่าง STAN SMITH สู่คอลเลคชั่น adidas Originals x White Mountaineering ที่วางจำหน่ายใน SS19

adidas Originals x White Mountaineering LXCON คอลเลคชั่นนี้ได้พิสูจน์ตัวเองมาแล้วบนรันเวย์ Paris Fashion Week ที่ผ่านมา สะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น เปลี่ยนโฉม LEXICON โมเดลรองเท้าวิ่งจากปี 1994 ให้มีลูกเล่นน่าสนใจมากยิ่งขึ้น สร้างนิยามใหม่ให้กับคำว่าคุณภาพผ่านรูปลักษณ์ล้ำสมัย เสริมด้วยเทคโนโลยี adiPRENE ที่ให้ความรู้สึกนุ่มสบายและมั่นคงในทุกย่างก้าว อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอาดิดาสมาตั้งแต่ยุค 90s ที่ยังส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน

ในซีซั่น SS20 นี้ adidas Originals x White Mountaineering LXCON นำเสนอมาใน 2 โทนสี โดยคู่แรกเป็นการผสมสีที่ตัดกันอย่าง สีดำ สีน้ำเงิน และขาว ส่วนคู่ที่สองคือการเลือกใช้สีที่เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง คือ สีกากีกรีน(เขียว) สีส้ม และสีน้ำตาล รวมถึงมีการเติมรายละเอียดลูกเล่นให้รองเท้าแต่ละคู่มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ทั้งโลโก้ White Mountaineering บนตัวรองเท้า และลายสามแถบแบบที่ยื่นออกมา adidas Originals x White Mountaineering LXCON คอลเลคชั่นนี้จึงเป็นคำยืนยันในพันธะสัญญาที่จะไม่หยุดพัฒนาสิ่งที่ดีเยี่ยมให้ดียิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ดังเช่นที่ LXCON โมเดลแรกเคยทำไว้กับ OG LEXICON

พบกับ adidas Originals x White Mountaineering LXCON SS20 ได้ในวันเสาร์ที่ 25 มกราคม 2563 ในราคา 8,000 บาท ที่ www.adidas.co.th เท่านั้น และเตรียมพบกับ adidas Originals x White Mountaineering LXCON สี Triple Black สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ได้ในเดือนเมษายน 2563 ที่ www.adidas.co.th

NikeShoes-Outlet.com